อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)

posted on 26 Jun 2011 22:05 by 24june2475-com226
 
         อำนาจอธิปไตย
คือ อำนาจซึ่งแสดงความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระ ความไม่ขึ้นแก่ใคร หรือ ต้องเชื่อฟังคำสั่ง คำบัญชาของผู้ใดที่เหนือตนโดยปราศจากความยินยอมของตน อำนาจอธิปไตย คือ คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของรัฐ และเป็นอำนาจสูงสุดที่รัฐมีอยู่เหนือประชากรของตน ไม่มีขีดจำกัดใดๆ ตามกฎหมายที่จะใช้อำนาจนั้น ดังเราจะเห็นได้ว่า รัฐเปิดให้บุคคลมีเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ตามต้องการได้ แต่รัฐพร้อมเสมอที่จะแสดงอำนาจ หรือเข้าไปแทรกแซง การกระทำของประชาชน อำนาจสูงสุดที่อาจเรียกว่า

        อำนาจอธิปัตย์ จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังเหนือบุคคลอื่นในสังคมการเมืองหนึ่งๆ ในทางกฎหมายมหาชน อำนาจอธิปไตยถือว่าเป็นอำนาจสูงสุด (Supremacy) ในการปกครองประเทศ หรืออำนาจที่แสดงความเป็นเจ้าของประเทศนั่นเอง และถือว่าเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของรัฐ เป็นองค์ประกอบสำคัญในอันที่จะแสดงว่า ดินแดนนั้นๆ เป็นรัฐ หรือ เป็นประเทศเอกราชได้ หรือไม่แนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐนี้ มีที่มาจากนักคิดคนสำคัญ คือ Jean Bodin (1529-1596) กับ โธมัส ฮอปส์ โดยสร้างจากแนวคิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนความสมบูรณ์และความสูงสุดของอำนาจรัฐ หรือว่าเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของผู้ปกครองนั่นเอง
                        
  จากปัญหาที่ว่า ใครเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด หรือ อำนาจอธิปไตยในรัฐ สามารถอธิบายได้ด้วย 5 แนวความคิด ตามลำดับวิวัฒนาการ ดังนี้

1) แนวคิดว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดเป็นของพระผู้เป็นเจ้า
2) แนวคิดว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดเป็นของพระสันตะปาปา
3) แนวคิดว่าด้วยความมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดของกษัตริย์
4) แนวคิดว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
5) แนวคิดว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ


       แนวคิดที่ 1) 2) และ 3) ถือว่าเป็นแนวความคิดที่เก่าแก่ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าใดนักในปัจจุบัน ในที่นี้ จึงมิได้ยกมาอรรถาธิบาย ฉะนั้น จะได้พิจารณาเฉพาะแนวคิดสำคัญในประการที่ 4) กับ 5) เท่านั้น
แนวคิดว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนี้ จะถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยที่ทุกคนใช้อำนาจอธิปไตยเองในกิจการทั้งปวงโดยตรง หรืออาจจัดให้มีการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยโดยอ้อม คือ ให้ประชาชนเลือกผู้แทนฯ ขึ้น ทำการแทนตน

                          แนวคิดดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากหลักการทางการเมืองของ Jean Jacques Rousseau (1712-1778) เจ้าของแนวคิดสัญญาประชาคม ที่กล่าวขึ้นมา เมื่อ 200 ปีก่อน ในหนังสือ The Social Contract หรือ  สัญญาประชาคม เพื่อต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศส
โดยมีหลักการสำคัญว่าThe sovereignty of the people หรือ อำนาจอธิปไตยของปวงชน พบว่าหนังสือ สัญญาประชาคม ในตอนที่ 1 บทที่ 6 ซึ่งรุสโซเห็นว่าสังคมเกิดจากความยินยอมพร้อมใจกันของมนุษย์ การที่มนุษย์ทุกคนยินยอมมารวมเป็นสังคมนั้น ก่อให้เกิดสัญญาประชาคมขึ้น ดังที่รุสโซได้กล่าวเอาไว้ว่า “…เราแต่ละคนต่างมอบตัวเราเอง และพลังอำนาจของตัวเราให้มาอยู่ใต้เจตจำนงทั่วไปร่วมกัน และเราก็ได้มาซึ่งองค์คณะที่สมาชิกแต่ละคนเป็นส่วนที่แยกไม่ได้ของทั้งหมด…” อำนาจอธิปไตยของสังคมไม่อาจแบ่งแยกได้เป็นอำนาจที่เป็นของผู้คนทั้งหมด ไม่ใช่ของคนบางส่วน เจตจำนงทั่วไปคือ เจตจำนงของประชาชนทั้งองค์คณะสัญญาประชาคม ซึ่งก่อตั้งสังคมบนพื้นฐานของความยินยอมของบุคคล ให้อำนาจอธิปไตยขององค์คณะสังคมเข้ามาแทนที่เสรีภาพธรรมชาติ ไม่อาจจะมากำหนดขอบเขตของอำนาจได้ หลักประกันที่แน่นอนที่สุดของสิทธิของบุคคล คืออำนาจอธิปไตยปวงชนเอง เสรีภาพ คือการเคารพเชื่อฟังกฎหมาย เสรีภาพจะทำให้เป็นผลขึ้นมาได้ แต่โดยองค์อธิปัตย์ แทนที่จะถูกคุกคามโดยองค์อธิปัตย์ ซึ่งองค์อธิปัตย์ในทรรศนะของรุสโซ จึงได้แก่ เจตนารมณ์ร่วมกันของปวงชนทั้งมวล ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของสังคม ไม่ใช่ของปัจเจกชน แต่เป็นเจตนารมณ์สูงสุด อันหมายถึง องค์คณะการเมืองที่ทุกคนในประชาคมมีส่วนร่วมทั้งในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง และผู้อยู่ใต้ปกครองนั่นเอง  ดังนั้น ทุกคนในสังคมจะมีส่วนในอำนาจอธิปไตยเท่าๆ กัน ในสังคมที่มีอิสระเสรีภาพ

        การถือทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจะมีผลตามมาดังนี้

        1) การออกเสียงเลือกตั้งเป็นสิทธิ ซึ่งเราจะใช้สิทธิดังกล่าว หรือไม่ก็ย่อมได้

        2) ผู้แทนฯ เป็นตัวแทนของประชาชน ประชาชนสามารถควบคุมผู้แทนฯ ได้เมื่อประชาชนไม่พอใจผู้แทนฯ ก็สามารถที่จะถอดถอนออกจากตำแหน่งได้นอกจากนี้ การที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้แทนฯ เป็นการมอบในลักษณะที่ผู้แทนฯ ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของประชาชน (ผู้ที่เลือกตั้งผู้แทนฯ เหล่านั้น)ผู้แทนฯ แต่ละคนไม่ถือว่าเป็นผู้แทนฯ ของราษฎรทั้งหมด แต่อย่างใด

        3) ประชาชนมีส่วนร่วมในทางกฎหมายและการเมือง เช่น มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย มีสิทธิออกเสียงแสดงประชามติในเรื่องสำคัญๆ เป็นต้น

 ตามความเข้าใจทั่วไปในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยแบบสมบูรณ์ (absolute sovereignty) มีลักษณะที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

          1) มีความสมบูรณ์เด็ดขาด (Absoluteness) กล่าวคืออำนาจอธิปัตย์ต้องไม่ถูกจำกัดจากสิ่งใดๆ คือ โดยทั่วไปแล้วในรัฐหนึ่งๆ ย่อมประกอบด้วยอำนาจต่างๆ หลายประการ แต่อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ทั้งที่เป็นอำนาจที่เด็ดขาด และบริบูรณ์ในตัวเองโดยไม่มีอำนาจใด หรือกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใดมาลบล้างได้

          2) ความครอบคลุมทั่วไปรอบด้าน (Comprehensiveness) กล่าวคือ อำนาจอธิปัตย์ต้องแผ่ขยายไปยังทุกคน และทุกกลุ่มคนภายในรัฐ ไม่ว่าเป็นบุคคลหรือดินแดนหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม

          3) ความยืนยงถาวร (Permanence) กล่าวคือ อำนาจอธิปัตย์จะต้องอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าประมุขของรัฐจะเสียชีวิต คณะรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลง หรือโครงสร้างรัฐจะถูกปรับปรุงใหม่ กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยย่อมอยู่คู่กับรัฐเสมอไปโดยไม่สูญสลาย นักปรัชญาการเมืองกล่าวว่าการมีอำนาจอธิปไตยเป็นองค์ประกอบข้อหนึ่งของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าสูญสิ้นอำนาจอธิปไตยก็เท่ากับว่าสูญสิ้นความเป็นรัฐ

          4) ความไม่อาจถูกแบ่งแยกได้ (Indivisibility) กล่าวคือ อำนาจอธิปัตย์เป็นอำนาจสูงสุด เป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ แม้รัฐจะมอบอำนาจให้องค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ และความรับผิดชอบ แต่อำนาจนั้นสามารถที่จะถอดถอนคืนได้ กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจทางนามธรรมจึงไม่มีผู้ใดมองเห็น แต่ที่ทราบว่ามีอยู่ในรัฐเพราะผลของการใช้อำนาจอธิปไตย หรือผลของการมีอำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้หรืออาจแลเห็นได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การที่รัฐดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีอำนาจอธิปไตยหรือการที่บุคคลหนึ่งสามารถบังคับบัญชาผู้อื่นได้โดยไม่มีใครมาบังคับบัญชาตนก็เพราะบุคคลนั้นมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง


          อำนาจอธิปไตยมีลักษณะอันหนึ่งอันเดียวกันไม่อาจถูกแบ่งแยกได้ นักปรัชญาการเมืองมีความเห็นว่า ถ้าแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปแล้วจะทำให้รัฐเดิมสลายไป หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดรัฐใหม่ขึ้นแทนที่ ตัวอย่างที่มักหยิบยกอ้างอิงกันอยู่เสมอ เช่น กรณีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย หรือการแก่งแย่งกันเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในเกาหลีจนเกิดเป็นเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยในมาเลเซียจนเกิดเป็นมาเลเซียกับสิงคโปร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อที่ว่าอำนาจอธิปไตยไม่อาจจะถูกแบ่งแยกได้นี้ หมายถึงเฉพาะการแบ่งแยกเพื่อเป็นเจ้าของเท่านั้น เพราะอำนาจอธิปไตยไม่อาจเป็นขององค์กรใดพร้อมกันในเวลาเดียวกันอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมได้ จ ะเป็นได้ แต่เพียงแบ่งแยกตามลักษณะการใช้ หรือ แบ่งแยกตามหน้าที่เท่านั้น ที่เรียกกันว่า Separationof Powers หรือ Separation of Functions สำหรับประเทศไทย ได้จัดรูปแบบของการใช้อำนาจอธิปไตยตามระบบรัฐสภา โดยแบ่งแยกองค์กร ซึ่งทำหน้าที่ต่างๆ กัน ออกได้ 3 องค์กร คือ องค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร และองค์กรตุลาการ แต่ให้เกี่ยวข้องกันได้ ดังที่เรียกว่า ระบบรัฐสภา ซึ่งมีใช้อยู่ใน อังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น
โดยนาย ศุภวัตต์  อะกะเรือน 5300343
และนางสาว  นัฐฐินันท์  ปิยเธียรสวัสดิ์ 5302724
 

Comment

Comment:

Tweet

uldxjqjhz
ldxjqjhz http://www.g7m26234br5wmk0q3g38l2er07m1u2jss.org/
<a href="http://www.g7m26234br5wmk0q3g38l2er07m1u2jss.org/">aldxjqjhz</a>

#5 By ldxjqjhz (27.106.135.5) on 2013-08-27 05:34

I are so delighted this net thing works plus your article genuinely helped us. Might get you high on that household advice anyone
<a href="http://dmbac.com/fitted+hats-c-78.html" >Fitted Hats For Sale</a>

#4 By Fitted Hats For Sale (120.37.229.119) on 2013-08-27 05:28

Thanks for one's marvelous posting! I genuinely enjoyed reading it, you could be a great author.I will be sure to bookmark your blog and may come back very soon. I want to encourage that you continue your great posts, have a nice morning!

#3 By http://www.fetang.com/ (110.89.27.240) on 2013-08-08 12:59

Hot!

#2 By .koko1358. on 2011-06-26 23:29

อำนาจอธิปไตยคือเค้กก้อนใหญ่

#1 By พรยาลอ on 2011-06-26 22:30